myRSS by MyReadyWeb.com http://www.myreadyweb.com/ ข้อมูลล่าสุดของบทความ en-us ฟรี!! เว็บสำเร็จรูป สร้างเว็บ ทําเว็บ สร้างเว็บไซต์ ทําเว็บไซต์ รับทําเว็บไซต์ ทำเว็บ การสร้างเว็บไซต์ http://www.myreadyweb.com/ http://www.myreadyweb.com/images/front/logo-print.jpg 240 66 ทําเว็บ สร้างเว็บ ด้วยสุดยอดระบบ เว็บสำเร็จรูป การสร้างเว็บไซต์ ทําเว็บไซต์ จะเป็นเรื่องง่ายๆ ฟรี สร้างเว็บ ทำเว็บ สร้างเว็บไซต์ ที่ MyReadyWeb.com การดูแลรถยนต์จากช่างเจียมบ้านสำคัญ http://krulamun.myreadyweb.com/article/topic-47771.html <table class="contentpaneopen"> <tbody> <tr> <td class="contentheading" width="100%">การดูแลรักษารถยนต์เบื้องต้น</td> </tr> </tbody> </table> <table class="contentpaneopen"> <tbody> <tr> <td colspan="2" valign="top"> <div align="left">&nbsp;&nbsp; ในชีวิตประจำวันของแต่ละคนจะหลีกเลี่ยงไม่พ้นกับการเดินทางและการใช้รถบน ถนน&nbsp; ผู้ขับขี่รถยนต์อาจจะประสบปัญหาต่างๆเกี่ยวกับสมรรถภาพของรถยนต์ที่ใช้&nbsp; แต่ปัญหาเหล่านี้สามารถป้องกันได้ด้วยตนเอง&nbsp; ถ้าเราทราบขั้นตอนพื้นฐานในการตรวจสภาพรถยนต์ให้พร้อมใช้งานอย่างถูกต้องและ สม่ำเสมอ<br /> <br /> <strong><font size="4">วิธีการตรวจสอบรถยนต์ง่ายๆด้วยตนเอง</font></strong><br /> เป็นการดูแลสภาพทั่วไปของรถยนต์&nbsp; เช่น</div> <div align="left"><img alt="ยางรถยนต์" height="222" src="http://www.srdriving.com/main/images/stories/article/check1.jpg" title="ยางรถยนต์" width="289" /><br /> <strong><font size="3">1. ยางรถยนต์ </font></strong><br /> การตรวจลมยาง<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ควรตรวจเช็คลมยาง&nbsp; และปรับแต่งให้ถูกต้องตามอัตราที่กำหนด หรือตามคำแนะนำ ในหนังสือคู่มือของรถยนต์เป็นประจำ<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในกรณีของยางใหม่&nbsp; ให้เพิ่มความถี่ในการตรวจเช็คลมยาง ให้มากกว่าปกติ (ในช่วง 3,000 กม. แรก) เนื่องจากโครงสร้างยางในช่วงนี้ จะมีการขยายตัว ทำให้ความดันลมยางลดลงจากปกติได้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ห้ามปล่อยลมยางออก&nbsp; เมื่อความดันลมยางสูงขึ้นขณะกำลังใช้งาน เพราะความร้อนที่เกิดขึ้นขณะใช้งาน เป็นตัวทำให้ความดันลมภายในยางสูงขึ้น เมื่อยางเย็นตัวลง ความดันลมยางก็จะกลับสู่สภาวะปกติ<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อป้องกันลมรั่วซึมที่วาล์ว&nbsp; ควรเปลี่ยนวาล์ว และแกนวาล์วทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่ และมีฝาปิดวาล์วตลอดเวลา<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับยางอะไหล่&nbsp; ให้ตรวจเช็คลมยางให้ถูกต้องทุกๆ เดือน<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หากขับรถที่ ความเร็วสูง ควรเติมลมมากกว่าปกติ 3-5 ปอนด์ จะช่วยลดการบิดตัวของโครงยาง ทำให้เกิดความร้อนน้อยลง หรืออาจใช้การสังเกต จากที่ใช้งานทุกวัน และความชอบของผู้ขับรถเป็นเกณฑ์ โดยส่วนใหญ่ค่าเฉลี่ยของความดันลมยางของรถเก๋ง จะประมาณ 28-30 ปอนด์/ตารางนิ้ว ส่วนรถกระบะ จะประมาณ 35-40 ปอนด์/ตารางนิ้ว (ขับขี่ทั่วไปไม่บรรทุกหนัก)</div> <div align="left">&nbsp;</div> <div align="left">&nbsp;</div> <div align="left"><img alt="ระดับของเหลว" height="543" src="http://www.srdriving.com/main/images/stories/article/check2.jpg" title="ระดับของเหลว" width="355" /></div> <div align="left">&nbsp;</div> <div align="left">&nbsp;</div> <div align="left"><font size="3"><strong>2. ระดับของเหลวต่างๆของรถยนต์</strong></font>&nbsp; เช่น&nbsp; น้ำมันเครื่อง&nbsp; น้ำมันเกียร์&nbsp; น้ำมันเบรค&nbsp; น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์&nbsp; น้ำฉีดกระจก&nbsp; น้ำกลั่นแบตเตอรี่&nbsp; สามารถตรวจได้บ่อยครั้ง หรือสำหรับผู้ไม่มีเวลาควรตรวจอย่างน้อย 1ครั้ง ต่อ 1สัปดาห์<br /> 2.1 น้ำมันเครื่อง การตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง อุ่นเครื่องยนต์จนถึงอุณหภูมิทำงานแล้วดับเครื่องเช็คระดับน้ำมันเครื่องโดย ใช้ก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง<br /> - เพื่อให้การตรวจเช็คถูกต้อง รถควรอยู่ในแนวระดับเครื่องยังร้อน และทำการวัดหลังจากดับเครื่อง 2-3นาทีเพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลกลับลงด้านล่างก่อน<br /> - ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออก เช็คน้ำมันเครื่องที่ติดกับก้านวัดด้วยผ้า<br /> - เสียบก้านวัดน้ำมันเครื่องคืนกลับจุดเดิม<br /> - ดึงก้านวัดออกมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องที่ปลายก้านวัด ถ้าระดับน้ำมันเครื่องอยู่ระหว่าง &#39; F &#39; กับ &#39; L &#39; แสดงว่าระดับน้ำมันเครื่องปกติ<br /> ข้อควรระวัง<br /> - หลีกเลี่ยงการเติมน้ำมันเครื่องมากเกินไป เพราะอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้<br /> - ตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องที่ก้านวัดอีกครั้งหลังเติมน้ำมันเครื่องลงไป</div> <div align="left">&nbsp;</div> <div align="left"><img alt="น้ำมันเกียร์" height="285" src="http://www.srdriving.com/main/images/stories/article/check3.jpg" title="น้ำมันเกียร์" width="364" /></div> <div align="left">&nbsp;</div> <div align="left">&nbsp;2.2 น้ำมันเกียร์<br /> - ขับรถยนต์เป็นเวลา 15 นาที เพื่ออุ่นน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ<br /> ข้อแนะนำ:<br /> &bull; เนื่องจากน้ำมันเกียร์อัตโนมัติจะขยายตัวเมื่อมัน ร้อน ดังนั้นให้ตรวจเช็คระดับน้ำมันเกียร์หลังจากที่ได้ทำการอุ่นให้ร้อนแล้ว เนื่องจากโครงสร้างของเกียร์อัตโนมัติจะทำให้ปริมาณของน้ำมันเกียร์มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างมากตามอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง<br /> &bull; สำหรับโคโรลล่า ให้ตรวจเช็คระดับน้ำมันเกียร์เมื่ออุณหภูมิสูงถึง 70 - 80&deg;C (158 - 176&deg;F)<br /> -&nbsp; จอดรถในพื้นระดับและดึงเบรกมือ<br /> -&nbsp; ให้เครื่องยนต์เดินเบา, เหยียบเบรก, ดึงคันเบรกมือและเลื่อนคันเกียร์อย่างช้าๆ จากตำแหน่ง P ไปยังตำแหน่งอื่นๆ จนถึงตำแหน่งเกียร์ L และเลื่อนกลับไปยังตำแหน่งเกียร์ P อีกครั้งหนึ่ง<br /> -&nbsp; ดึงไม้วัดระดับน้ำมันออกมาขณะที่เครื่องยนต์เดินเบา, เช็ดคราบน้ำมันด้วยผ้าให้สะอาด เสียบไม้วัดระดับน้ำมันเข้าไปอีกครั้ง และตรวจสอบระดับน้ำมันต้องอยู่ช่วง &#39;HOT&#39;<br /> ข้อแนะนำ:<br /> &bull; เมื่อขีดของน้ำมันด้านหลังของเกจวัดแตกต่างจากด้านหน้า ให้อ่านค่าต่ำสุด<br /> &bull; เมื่อระดับน้ำมันมากกว่าค่ากำหนด น้ำมันเกียร์อัตโนมัติอาจรั่วออกจากรูระบาย เป็นสาเหตุทำให้เกียร์กระตุก<br /> &bull; ถ้าระดับน้ำมันเกียร์ต่ำเกินไป อาจทำให้การหล่อลื่นไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดการเสียดสีของกลไกภายในเกียร์มาก</div> <div align="left">&nbsp;</div> <div align="left"><img alt="เช็คน้ำมันเบรก" height="299" src="http://www.srdriving.com/main/images/stories/article/check4.jpg" title="เช็คน้ำมันเบรก" width="421" /></div> <div align="left">&nbsp;</div> <div align="left">2.3 น้ำมันเบรค<br /> วิธีการตรวจเช็คระดับน้ำมันเบรคควรจะอยู่ระหว่าง MAX และ MIN แต่หมั่นตรวจเติมให้อยู่ในระดับ MAX ดีที่สุด<br /> เทคนิค : เติมน้ำมันเบรคจนถึงเส้นไข่ปลาและเมื่อปิดฝา ระดับน้ำมันจะขึ้นถึงระดับที่ถูกต้อง<br /> เครื่องมือ - อุปกรณ์ : ผ้าชุบน้ำผืนขนาดพอสมควร ใช้ปิดตัวถังรถ ด้านที่เติมน้ำมันเบรคเพื่อป้องกันการกระเด็นไปถูกตัวถังรถ<br /> ข้อควรระวัง<br /> -&nbsp; เติมน้ำมันเบรคให้ตรงกับระบบเบรคของรถหรือน้ำมันเบรคที่เคยใช้อยู่เท่านั้น แดง-แดง ใส-ใส<br /> -&nbsp; น้ำมันเบรคเป็นอันตรายต่อดวงตาและทำลายสีรถ ระวังล้นหรือกระเด็น<br /> -&nbsp; น้ำมันเบรกจะเสื่อมคุณภาพหากมีน้ำหรือความชื้นปนลงไป</div> <div align="left">&nbsp;</div> <div align="left"><img alt="น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์" height="287" src="http://www.srdriving.com/main/images/stories/article/check5.jpg" title="น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์" width="343" /></div> <div align="left">&nbsp;</div> <div align="left">2.4&nbsp; น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์<br /> &nbsp;ท่าน ควรตรวจระดับน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์เดือนละครั้ง และ ตรวจระดับน้ำพวงมาลัยเพาเวอร์ ในขณะที่เครื่องเย็นโดยดูที่ด้านข้างของกระปุกน้ำมัน ระดับน้ำมันควรอยู่ที่ไม่เกินขีดระดับสูงสุด และระดับต่ำสุด ถ้าระดับน้ำมันอยู่ต่ำกว่าขีดสุด ให้เติมน้ำมันจนระดับอยู่ที่ขีดสูงสุด<br /> ข้อควรระวัง<br /> -&nbsp; เทน้ำมันช้าๆ และระวังอย่าทำน้ำมันหก ถ้าน้ำมันหกให้รีบทำความสะอาดทันที เพราะน้ำมันที่หกอาจทำความเสียหายแก่ส่วนประกอบอื่นในห้องเครื่องยนต์ได้<br /> -&nbsp; ควรใช้น้ำมันยี่ห้อที่ดีตามโฆษณาทั่วไป<br /> -&nbsp; การที่ระดับน้ำมันต่ำอาจเกิดจากการรั่วในระบบ ควรตรวจดูระดับน้ำมันและนำรถเข้ารับการตรวจสอบระบบพวงมาลัยเพาเวอร์โดยเร็ว<br /> -&nbsp; การหมุนพวงมาลัยค้างไว้สุดทั้งด้านซ้ายหรือขวาอาจจะทำให้ระบบลูกยาง ท่อยาง ลูกยาง ลูกน้ำท่อยาง ที่เกี่ยวข้องกับระบบเพาเวอร์ ฉีกขาดหรือแตกได้ เนื่องจากการหมุนพวงมาลัยสุดทำให้แรงดันสูง</div> <div align="left">&nbsp;</div> <div align="left"><img alt="น้ำฉีดกระจก" height="294" src="http://www.srdriving.com/main/images/stories/article/check6.jpg" title="น้ำฉีดกระจก" width="384" /></div> <div align="left">&nbsp;</div> <div align="left">2.5 น้ำฉีดกระจก<br /> การเติมน้ำฉีดกระจกให้เติมในถังสีขาวให้เต็มหรือบางท่านอาจจะผสมแชมพู เพื่อให้กระจกใสมากขึ้น<br /> -&nbsp; ระดับน้ำในถังน้ำฉีดกระจกอยู่ในระดับต่ำหรือว่าไม่มีเลย : เมื่อตรวจพบว่าระดับน้ำพร่อง ควรเติมน้ำผสมกับน้ำยาทำความสะอาดกระจกลงไปเล็กน้อย จะช่วยทำความสะอาดได้ดีกว่าน้ำสะอาดเพียงอย่างเดียวนอกจากการตรวจระดับน้ำ แล้วควรที่จะตรวจสภาพของถังน้ำเองว่ารั่วหรือไม่ โดยการเติมน้ำลงไปทิ้งเวลาสักพักและค่อยกลับมาตรวจระดับน้ำอีกครั้งว่าพร่อง หรือลดลงมากเพียงใด เมื่อตรวจไม่พบรอยรั่ว แล้วค่อยลองฉีดน้ำล้างกระจกอีกครั้ง<br /> -&nbsp; สายยางน้ำฉีดกระจกหลุดหรือรอยฉีกขาด : วิธีตรวจเช็คคือมองไล่ตั้งแต่การลำเลียงน้ำจากถังน้ำผ่านมอเตอร์ปั้มน้ำที่ ติดอยู่กับถังน้ำมองไล่ตั้งแต่สายยางที่ออกจากถังน้ำไปจนถึงหัวฉีดซึ่งถ้าพบ ว่ามีส่วนใดขาดหรือหลุดควรทำการซ่อมแซม<br /> -&nbsp; หัวฉีดน้ำอุดตัน : อาจจะเกิดจากการที่มีฝุ่นละอองไปอุดตันหัวฉีดน้ำ วิธีที่ง่ายที่สุดคือการนำเข็ม หรือเหล็กแหลมที่สามารถแทงผ่านรูฉีดน้ำได้มาแทงผ่านรูฉีดน้ำเพื่อดันสิ่งที่ อุตันอยู่ให้หลุดออก พร้อมกับการตั้งระดับให้หัวฉีดสามารถฉีดน้ำพอดีกับกระจกไม่ต่ำหรือสูงเกินไป ส่วนถ้าใช้เหล็กแหลมทิ่มก็แล้วยังไม่หลุดต้องใช้มาตรการสุดท้ายคือการนำหัว ฉีดทั้งหัวไปต้มในน้ำร้อนเพื่อละลายคราบที่อุดตัน<br /> -&nbsp; มอเตอร์ที่ทำหน้าที่ปั้มน้ำจากถัง : ถ้าตรวจตั้งแต่รายการ 1-3 แล้วก็ยังฉีดน้ำล้างกระจกไม่ได้ โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีหัวฉีด 2 ตัว และไม่สามารถฉีดน้ำได้ทั้ง 2 ตัวคงต้องพุ่งเป้าไปที่&lsquo;มอเตอร์ที่ทำหน้าที่ปั๊มน้ำจากถัง&rsquo;ส่วนสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ปั้มน้ำเสียนอกจากว่าจะหมดอายุการใช้ หรือเกิดจากการใช้งานที่ผิดอย่างเช่นระดับน้ำในถังน้ำต่ำหรือแห้งแต่ผู้ใช้ ยังคงพยายามฉีดน้ำทำให้มอเตอร์ร้อนจัดและเสียในที่สุด หรือการฉีดน้ำเป็นเวลานานเกินกว่า 20 วินาทีบ่อยๆ จะทำให้มอเตอร์ร้อนจัดและมีอายุสั้นลง</div> <div align="left">&nbsp;</div> <div align="left"><img alt="นำ้กลั่นแบตเตอรี่" height="264" src="http://www.srdriving.com/main/images/stories/article/check7.jpg" title="นำ้กลั่นแบตเตอรี่" width="335" /></div> <div align="left">&nbsp;</div> <div align="left">2.6 น้ำกลั่นแบตเตอรี่<br /> - ควรตรวจดูระดับน้ำกลั่น ก่อนทำการชาร์จทุกครั้ง ว่าแห้งไปหรือไม่ การตรวจเช็คสามารถดูได้จาก ลูกลอยระดับลูกลอยที่ลอยขึ้นมา จะต้องมองเห็นบาร์สีขาวเล็กน้อย ( ถ้าแถบบาร์สีขาวสูงเกินไปให้ดูดน้ำกลั้นออก เพราะนั้นอาจจะทำให้นำกลั่นล้นได้ ในขณะที่ทำการชาร์จ)หากไม่มีฝาลูกลอย ให้ใช้วิธีเปิดฝาจุกแล้วดูว่าน้ำกลั่นในเซลล์แบตเตอรี่มึระดับสูงกว่าแผ่น ธาตุภายในประมาณ 1 เซ็นติเมตร (วัดระดับด้วยสายตาก็ได้ ไม่ต้องใช้ไม้บรรทัดไปทาบนะค่ะ) ถ้าน้อยกว่าก็ให้เติมน้ำกลั่นลงไปให้อยู่ระดับที่ประมาณ 1 เซ็นติเมตร ห้ามเติมมากๆนะ เพราะเดี๋ยวน้ำกลั่นมันจำล้น เหมือนดังที่กล่าวข้างตัน<br /> - ไม่ควรเติมน้ำหรือสิ่งอื่นใดลงไปในแบตเตอรี่ นอกจากน้ำกลั่น<br /> - ในขณะที่ทำการชาร์จไม่ควรมีประกายไฟ ในบริเวณที่ทำการชาร์จ เพราะจะทำให้แก๊สที่เกิดขึ้นขณะชาร์จติดไฟได้ สถานที่ชาร์จจะต้องเป็นที่ร่ม สะอาด อากาศถ่ายเทได้สะดวก<br /> - หลังการทำการชาร์จเรียบร้อยแล้ว ควรพักแบตเตอรี่ให้ระดับความร้อนของแบตเตอรี่ลดลงประมาณ 1ชั่วโมง จึงนำแบตเตอรี่มาใช้งาน<br /> - ควรรักษาความสะอาดขั้ว บนฝา และรอบๆให้สะอาดและแห้งอยู่ตลอดเวลา ถ้าส่วนบนของแบตเตอรี่สกปรกให้ใช้ผ้าชุดน้ำแล้วเช็ดให้สะอาด จะให้น้ำล้างก็ได้ แต่ต้องระวังไม่ให้นำเข้าไปในตัวแบตเตอรี่ ( ควรทำความสะอาดให้แบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่</div> <div align="left"><span style="color:#ADD8E6;">ขอบคุณข้อมูลจาก เอสอาร์ไดร์วิ่ง</span></div> </td> </tr> </tbody> </table> Sun, 25 May 2014 06:54:00 +0700 แหล่งซากดึกดำบรรพ์2ล้านปีบ้านโคกสูง http://krulamun.myreadyweb.com/article/topic-47764.html <h3 class="post-title entry-title">&nbsp;ซากดึกดำบรรพ์ ตำบลโคกสูง</h3> <div class="post-body entry-content" id="post-body-5584958579490580679"> <div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"><a href="http://3.bp.blogspot.com/_YWVr2B821vM/TEZfGXK1CHI/AAAAAAAABZE/Z1-Vkr5qYLo/s1600/01612_0.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"><img border="0" height="152" src="http://3.bp.blogspot.com/_YWVr2B821vM/TEZfGXK1CHI/AAAAAAAABZE/Z1-Vkr5qYLo/s400/01612_0.jpg" width="400" /></a></div> <div style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="color: black;"><span lang="TH" style="font-family: EucrosiaUPC; font-size: 14pt;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></span></div> <div style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="color: black;"><span lang="TH" style="font-family: EucrosiaUPC; font-size: 14pt;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <span style="font-family: Verdana,sans-serif; font-size: small;">ที่บริเวณสระน้ำบ้านโคกสูง หมู่ที่ </span></span><span style="font-family: Verdana,sans-serif; font-size: small;">1 ตำบลโคกสูง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ชาวบ้านขุดพบฟอสซิลสัตว์โบราณ</span></span><span style="font-family: Verdana,sans-serif; font-size: small;"> </span><span style="color: black; font-family: Verdana,sans-serif; font-size: small;">ขนาดใหญ่จำนวนมาก ซึ่งฝังอยู่ใต้ดินลึกลงไปประมาณ 5 เมตร จึงแจ้งให้หน่วยงานราชการเข้าทำการตรวจสอบ&nbsp;</span><span style="color: black; font-family: Verdana,sans-serif; font-size: small;">ทั้ง นี้ฟอสซิลสัตว์โบราณ ได้ ถูกขุดพบขณะที่คนงานของโรงสีข้าวสงวนวงษ์ จ.นครราชสีมา ได้เข้าไปขุดสระน้ำ เพื่อนำดินขึ้นมาใช้ประโยชน์&nbsp;</span></div> <div style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><img alt="" border="0" height="20" src="http://www.whenifallinlove.net/diary/images_line/line15/59080.gif" width="400" /></div> <a name="more"></a> <div style="font-family: Verdana,sans-serif; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;">&nbsp;</div> <div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"><a href="http://3.bp.blogspot.com/_YWVr2B821vM/TEZgo1W_c1I/AAAAAAAABZM/y-__-4Ku1zw/s1600/watermark.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"><img border="0" height="266" src="http://3.bp.blogspot.com/_YWVr2B821vM/TEZgo1W_c1I/AAAAAAAABZM/y-__-4Ku1zw/s400/watermark.jpg" width="400" /></a></div> <div style="font-family: Verdana,sans-serif; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;">&nbsp;</div> <div style="font-family: Verdana,sans-serif; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="color: black; font-size: small;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังจากขุดลึกลงไปประมาณ 5 เมตร ก็ได้พบฟอสซิลไม้กลายเป็นหินขนาดใหญ่ 2 ท่อน และซากสัตว์โบราณขนาดใหญ่ เช่น ชิ้นส่วนกราม,ฟันล่าง </span><span style="color: black; font-size: small;">และซี่โครง รวมถึงกระดูกชิ้นส่วนอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก จึงให้เพื่อนคนงานด้วยกันนำไปล้างและเก็บมากองรวมกันไว้</span><span style="font-size: small;">&nbsp;</span><span style="color: black; font-size: small;">&nbsp;นักโบราณคดีตะลึงขุดพบซากฟอสซิลสัตว์โบราณนับสิบชนิดอายุกว่า 2 ล้านปีที่โคราช ฮือฮาซากกรามช้างกว่า 100 ชิ้น ซากตะโขงที่</span><span style="color: black; font-size: small;">สูญ พันธุ์ไปแล้ว มีทั้งส่วนหัว กราม และกระดูกแผ่นหลัง เป็นซากที่สมบูรณ์ที่สุดในไทย รวมทั้งซากหมาป่าไฮยีน่า กระดองเต่า เชื่อเป็นเต่าสาย</span><span style="color: black; font-size: small;">พันธุ์ใหม่ ชี้บริเวณแถบนี้เคยมีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน เตรียมทำเป็นแหล่งเรียนรู้ของท้องถิ่น</span><span style="font-size: small;">&nbsp;</span><span style="color: black; font-size: small;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></div> <div style="font-family: Verdana,sans-serif; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="color: black; font-size: small;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการที่สำนักธรณีวิทยาได้รับ</span><span style="color: black; font-size: small;">แจ้ง</span><span style="color: black; font-size: small;">จากทางอบต.โคกสูง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เมื่อต้นเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ขอให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบซากกระดูกของสัตว์บางชนิด หลัง</span><span style="color: black; font-size: small;">ชาวบ้านขุดพบ</span><span style="color: black; font-size: small;">ระหว่างขุดบ่อน้ำของโรงสีข้าว เนื่องจากสงสัยว่าเป็นฟอสซิลของสัตว์โบราณ เพราะมีขนาดใหญ่ผิดปกติ ตนและทีมวิจัยจึงเข้าไป</span><span style="color: black; font-size: small;">ตรวจสอบ พบโครงกระดูก</span><span style="color: black; font-size: small;">กระจัดกระจายอยู่ในชั้นดินที่ความลึกประมาณ 5 เมตร</span></div> <div style="font-family: Verdana,sans-serif; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="color: black; font-size: small;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; </span><span style="font-size: small;">จากการตรวจสอบพบว่าเป็นกรามช้างโบราณสเตโกดอนที่สมบูรณ์มาก มีฟันทั้งด้านซ้ายและขวา นอกจากนั้นยังพบกระดูกสันหลัง กระดูกขา</span><span style="color: black; font-size: small;">กระดูกสะโพก และกระดูกซี่โครง รวมแล้วกว่า 100 ชิ้น โดยช้างนี้มีชีวิตอยู่ในยุคไพลสโตซีน ประมาณ 2 ล้านปีที่แล้ว'&nbsp;</span><span style="color: black; font-size: small;"> หลังจากนั้นทีมงานขุดค้นเพิ่มเติมบริเวณพื้นที่ดังกล่าว พบซากฟอสซิลสัตว์โบราณในยุคเดียวกันมากกว่า 10 ชนิด </span><span style="color: black; font-size: small;">มีการขุดเจอส่วนหัว กรามและกระดูกแผ่นหลังของตะโขงความยาวประมาณ 1 เมตรซึ่งเป็นซากฟอสซิลของตะโขงที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยพบมาใน</span><span style="color: black; font-size: small;">ประเทศไทย&nbsp;&nbsp;</span><span style="color: black; font-size: small;">เพราะตะโขงสูญพันธุ์จากเมืองไทยนานแล้ว นอกจากนี้ยังพบหัวกะโหลกของหมาป่าไฮยีน่าซึ่งค่อนข้างหายากมาก เพราะเท่าที่เคยขุด</span><span style="color: black; font-size: small;">พบมีแต่ฟัน และเจอใน</span><span style="color: black; font-size: small;">ถ้ำแถบแอฟริกาเท่านั้น&nbsp;</span><span style="font-size: small;"><span style="color: black;">'ที่สำคัญเรายังขุดพบกระดองเต่าซึ่งมีความยาวประมาณ 1 ฟุต สันนิษฐานเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นสายพันธุ์ใหม่ เพราะมีลักษณะที่แปลกกว่า เต่าบกและเต่า น้ำทั่วๆ ไปมาก แต่ต้องใช้เวลาศึกษาอีกระยะหนึ่งถึงจะยืนยันได้ว่าเป็นเต่าพันธุ์ใหม่จริง หรือไม่ นอกจากนั้นยังพบกระดองตะพาบน้ำที่สมบูรณ์หลายตัว&nbsp;&nbsp;รวมทั้งฟอสซิลกระดูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด อาทิ วัว-ควายโบราณ มากกว่า 3 ชนิด เก้งและกวางโบราณ โดยมีโครงกระดูก&nbsp; </span></span><span style="font-size: small;"><span style="color: black;">กราม ฟัน และเขาจำนวน</span><span style="color: black;">มาก และยังพบซากต้นไม้ขนาดใหญ่ เล็กจำนวนมากล้มตายทับถมปะปนอยู่กับซากสัตว์ ในตะกอนทรายปนกรวดสีเทา ทำให้</span><span style="color: black;">คาดว่าจะพบฟอสซิลชนิดอื่นๆ </span><span style="color: black;">อีกเรื่อยๆ ภายในพื้นที่ประมาณ 10 ไร่บริเวณนี้'&nbsp;</span></span></div> <div style="font-family: Verdana,sans-serif; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;">&nbsp;</div> <div style="font-family: Verdana,sans-serif; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="font-size: small;"><span style="color: black;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span></span><span style="font-size: small;"><span style="color: black;">การขุดค้นซากฟอสซิลสัตว์จำนวนมากและค่อนข้างมีความหลากสายพันธุ์ในพื้นที่นี้ บ่งบอกว่า เมื่อประมาณ 2 ล้าน</span><span style="color: black;">ปีก่อน&nbsp;&nbsp; </span><span style="color: black;">บริเวณโคกสูงมีแม่น้ำโบราณขนาดใหญ่ไหลผ่าน มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ชุกชุม มีต้นไม้ขนาดใหญ่จำนวนมาก เป็นป่าขนาดใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์</span><span style="color: black;">มาก เมื่อสัตว์ป่า</span><span style="color: black;">ที่มาหากินริมน้ำล้มตายลง ก็ถูกน้ำพัดพาเอาโครงกระดูกมาสะสมตัวรวมอยู่กับซากต้นไม้ ในเวิ้งแม่น้ำโบราณดังกล่าว&nbsp;</span><span style="color: black;">&nbsp; </span><span style="color: black;">การขุดและสำรวจฟอสซิลที่โคกสูง ทางทีมงานค่อนข้างประทับใจมาก เนื่องจากได้รับความร่วมมืออย่างดีจาก</span><span style="color: black;">อบต.โคกสูงซึ่ง</span>&nbsp;&nbsp; <span style="color: black;">จัดส่งผู้แทนจากหมู่บ้านทั้ง 10 แห่งในพื้นที่มาช่วยกันขุดและสำรวจฟอสซิล อย่างเต็มที่ เนื่องจากต้องการเก็บและอนุรักษ์ฟอสซิลที่</span> <span style="color: black;">เจอเอาไว้ให้เป็นสมบัติของลูกหลาน</span> <span style="color: black;">เพราะเกรงว่าหากล่าช้าไปถึงหน้าฝนในช่วงเดือนพ.ค.นี้น้ำจะท่วมขัง ทำให้ไม่สามารถสำรวจฟอสซิลส่วนที่เหลือ</span><span style="color: black;">ได้ โดยซากฟอสซิลที่ขุดได้จะนำมาตั้งแสดงโชว์ใน</span><span style="color: black;">อาคารจัดแสดงของอบต.โคกสูงเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของท้องถิ่นฟอสซิลกระดูกสัตว์โบราณขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านขุดพบครั้งนี้คาดว่าจะเป็นสัตว์ ตระกูลช้าง เนื่องจากเป็นกระดูกที่ใหญ่มาก โดยเฉพาะกระดูกฟันและกรามยังสมบูรณ์อยู่มาก คาดว่าคงมีอายุหลายล้านปี เนื่องจากชิ้นส่วนกระดูกต่าง ๆ ที่พบกลายเป็นหินทั้งหมดแล้วได้สั่งการให้ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)โคกสูง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ทำแนวกั้นบริเวณพื้นที่สระน้ำที่ขุดพบและดูแลรักษาซากฟอสซิลสัตว์โบราณ และฟอสซิลไม้กลายเป็นหินดังกล่าวไว้อย่างดี รวมทั้ง ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้หยุดการขุดสระน้ำไว้ก่อน เพื่อจะได้รักษาสภาพของแหล่งขุดพบ ให้คงสภาพเดิมมากที่สุด&nbsp;&nbsp; จากนั้นจะได้ประสานเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรธรณี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาตรวจสอบซากฟอสซิล วันนี้ (8 มี.ค.) เพื่อพิสูจน์ว่า เป็นกระดูกของสัตว์ชนิดใด และมีอายุมากน้อยหรือมีความสำคัญอย่างไร&nbsp;&nbsp;หลังจากชาวบ้านทราบข่าวการขุดพบฟอสซิล ก็ได้พา กันทยอยเดินทางมามุงดูเป็นจำนวนมาก โดยบางคนถึงกับ นำธูปเทียนมากราบไหว้ซากสัตว์โบราณ และนำผ้าสีมาผูกฟอสซิลไม้กลายเป็นหิน เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมอธิษฐานขอเลขเด็ดเพื่อนำไปซื้อหวยหรือสลากกินแบ่งรัฐบาลตามความเชื่อ</span></span></div> <div style="font-family: Verdana,sans-serif; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;">&nbsp;</div> <div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"><a href="http://3.bp.blogspot.com/_YWVr2B821vM/TEZhG9f7n7I/AAAAAAAABZU/q4lvP6yx204/s1600/image009.gif" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"><img border="0" height="243" src="http://3.bp.blogspot.com/_YWVr2B821vM/TEZhG9f7n7I/AAAAAAAABZU/q4lvP6yx204/s320/image009.gif" width="320" /></a></div> <div style="font-family: Verdana,sans-serif; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;">&nbsp;</div> <div style="font-family: Verdana,sans-serif;">&nbsp;</div> <div style="font-family: Verdana,sans-serif; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;"><span style="color: black; font-size: small;">จากกรณีที่มีการขุดค้นพบซากฟอสซิลกระดูกช้างโบราณ และไม้ตะเคียนทองกลายเป็นหิน ที่บริเวณทุ่งนาบ้านโคกสูง ต.โคกสูงอ.เมือง จ.นครราชสีมา ผู้ว่าฯสั่งกรมทรัพย์ลงพื้นที่ตรวจสอบเก็บชิ้นส่วนให้ครบ เจ้าของที่ดินยอมหยุดการขุดบ่อ สั่งกั้นเขตที่พบฟอสซิลกันชาวบ้านเก็บโครงกระดูกไปขาย&nbsp; จากการขุดพบซากฟอสซิลกระดูกช้างโบราณ และไม้ตะเคียนกลายเป็นหินที่ต.โคกสูง อ.เมือง ตรวจสอบแล้วว่าเป็น<b>กระดูกช้างโบราณ พันธุ์สเตโกดอน</b> ซึ่งการขุดค้นพบครั้งนี้จะต้องตรวจสอบอีกว่าบริเวณดังกล่าวยังมีซากกระดูกหลงเหลืออีกหรือไม่ เพื่อรวบรวมนำไปจัดเก็บไว้ที่อบต.โคกสูงฯต่อไป</span><br /> <span style="color:#F0F8FF;"><span style="font-size: small;">ขอบคุณข้อมูลจาก ทต.โคกสูง</span></span></div> </div> Sat, 24 May 2014 19:06:00 +0700 ครูลมุนชวนเที่ยวบ้านโคกสูง http://krulamun.myreadyweb.com/article/topic-47763.html <div id="post-body-1110042559001016019"> <div align="center"><br /> <strong>ครูลมุนชวนเที่ยวตำบลโคกสูง&nbsp; อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา</strong></div> &nbsp; <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" style="width:124.36%;"> <tbody> <tr> <td style="width:80.42%;">&nbsp;</td> </tr> <tr> <td style="width:80.42%;"> <div>ไม่ปรากฎบันทึกเป็นหลักฐานว่า ตำบลโคกสูงมีความเป็นมาอย่างไร จากการสอบถามคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน&nbsp;<br /> พอจะสันนิษฐานได้ว่า เป็นชุมชนดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่นานมาแล้วเป็นร้อยๆปี สำหรับชื่อโคกสูงนั้น&nbsp;<br /> จากลักษณะพื้นที่ตั้งหมู่บ้านเป็นที่สูง และมีป่าไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า &#39;โคก&#39; จึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า&nbsp;<br /> &#39;บ้านโคกสูง&#39; มาจนถึงทุกวันนี้</div> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" style="width:124.36%;"> <tbody> <tr> <td style="width:80.4%;"> <div>&nbsp;</div> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"> <tbody> <tr> <td> <div>&nbsp;</div> <div><br /> <br /> <img src="http://www.thaitambon.com/thailand/Nakhonratchasima/300104/300104-A71.jpg" /></div> <br /> <strong>สภาพทั่วไปของตำบล</strong> :</td> </tr> </tbody> </table> </td> </tr> <tr> </tr> <tr> <td style="width:80.4%;"> <div>ตำบลโคกสูงตั้งอยู่บนที่ราบสูงโคราช เขตการปกครองของอำเภอเมืองนครราสีมา จังหวัดนครราชสีมา&nbsp;&nbsp;<br /> ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ<br /> ของอำเภอเมืองนครราชสีมา&nbsp; อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ 15&nbsp; กิโลเมตร&nbsp;&nbsp;</div> <div>&nbsp;</div> <div>เนื้อที่&nbsp;&nbsp;&nbsp; ประมาณ&nbsp; 30.56&nbsp; ตารางกิโลเมตร หรือ 19,100 ไร่&nbsp; คิดเป็นร้อยละ&nbsp; 4&nbsp; ของเนื้อที่</div> <div>ทั้งหมดของอำเมืองนครราชสีมา</div> <div>&nbsp;</div> <div>ลักษณะภูมิประเทศ&nbsp;&nbsp; โดยทั่วไปมีรูปร่างลักษณะเป็นพื้นที่ราบบริเวณกว้างออกไปทางทิศตะวันตกใช้เป็น<br /> พื้นที่ทำการเกษตรจากทิศตะวันตกขึ้นไปทางทิศเหนือ&nbsp; มีทางหลวงแผ่นดินหมายเลข&nbsp; 205&nbsp;<br /> (ถนนสุรนารายณ์)&nbsp; ตัดผ่านจากทางทิศใต้เฉียงไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ&nbsp; แล้วขึ้นไปทางเหนือตำบล<br /> บริเวณทางใต้ของตำบล&nbsp;&nbsp; พื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของชุมชนหมู่บ้านต่าง ๆ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> ตามบริเวณที่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2098 แยกจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 205<br /> (ถนนสุรนารายณ์)&nbsp; พื้นที่ตำบลโคกสูงไม่มีป่าไม้หรือแหล่งน้ำขนาดใหญ่ไหลผ่าน มีเพียงลำห้วยขนาดเล็ก<br /> ได้แก่&nbsp; ห้วยลำคลัง&nbsp; และลำเชิงไกร</div> <div>&nbsp;</div> <div>ลักษณะภูมิอากาศโดยทั่วไป&nbsp;&nbsp; อยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมที่พัดประจำเป็นฤดูกาล&nbsp; 2&nbsp; ชนิด พัดจาก<br /> ทิศตะวันออกเฉียงเหนือในฤดูหนาว&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เรียกว่า&nbsp;&nbsp; ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือทำให้ภาวะอากาศหนาว<br /> เย็นและแห้งแล้ง ลมมรสุมอีกชนิดหนึ่งคือ&nbsp; ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้&nbsp; ซึ่งพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้และ<br /> ทิศใต้เป็นส่วนใหญ่&nbsp; ทำให้เกิดช่วงฤดูฝน&nbsp; อากาศชุ่มชื้นและมีฝนตกทั่วไป</div> <div>&nbsp;</div> <div>&nbsp;</div> <div><strong><u>กำหนดเขตตำบลโคกสูง</u></strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br /> ในท้องที่อำเภอเมืองนครราชสีมา&nbsp; จังหวัดนครราชสีมา โดยมีแนวเขตการปกครอง&nbsp; รวม&nbsp; 11 หมู่บ้าน&nbsp; &nbsp;<br /> คือ</div> <div style="margin-left:36.0pt;">หมู่ที่&nbsp; 1&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บ้านโคกสูง</div> <div style="margin-left:36.0pt;">หมู่ที่&nbsp; 2&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บ้านหนองโพธิ์</div> <div style="margin-left:90.0pt;">หมู่ที่&nbsp; 3&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บ้านส่องใต้</div> <div style="margin-left:90.0pt;">หมู่ที่&nbsp; 4&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บ้านระงม</div> <div style="margin-left:90.0pt;">หมู่ที่&nbsp; 5&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บ้านหัวสระ</div> <div style="margin-left:90.0pt;">หมู่ที่&nbsp; 6&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บ้านระงมพัฒนา</div> <div style="margin-left:90.0pt;">หมู่ที่&nbsp; 7&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บ้านมะม่วงพัฒนา</div> <div style="margin-left:90.0pt;">หมู่ที่&nbsp; 8&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บ้านส่องเหนือ</div> <div style="margin-left:90.0pt;">หมู่ที่&nbsp; 9&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บ้านลำเชิงไกร</div> <div style="margin-left:90.0pt;">หมู่ที่&nbsp; 10&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บ้านสำคัญ</div> <div style="margin-left:90.0pt;">หมู่ที่&nbsp; 11&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บ้านหนองกระชาย</div> <div>&nbsp;</div> <div>&nbsp;</div> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" style="width:124.36%;"> <tbody> <tr> <td style="width:80.4%;"> <div>ประชากร&nbsp;</div> <div>เดือนมีนาคม&nbsp; พ.ศ. 2553&nbsp; ตำบลโคกสูงมีประชากรทั้งสิ้นประมาณ&nbsp; 9,706&nbsp; คน แยกเป็นชาย&nbsp; 4,670&nbsp; คน&nbsp;&nbsp;<br /> เป็นหญิง&nbsp; 5,036 คน มีความหนาแน่นเฉลี่ย&nbsp; 316.67 คน/ตารางกิโลเมตร จำนวนครัวเรือนทั้งตำบลมีประมาณ<br /> &nbsp; 3,030&nbsp; ครัวเรือน&nbsp; ขนาดสมาชิกโดยเฉลี่ยครัวเรือนหนึ่งประมาณ&nbsp; 3.20&nbsp; คน&nbsp;&nbsp;</div> <div>&nbsp;<strong>ข้อมูลอาชีพของตำบล</strong> :</div> </td> </tr> <tr> <td style="width:80.4%;"> <div>ประชากรภายในตำบล&nbsp; ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก การทำนา ทำได้ปีละ1 ครั้ง &nbsp;การปลูกพืชผัก<br /> และผลไม้เล็กน้อย&nbsp;&nbsp; เมื่อว่างจากภาคเกษตรกรรมจะไปประกอบอาชีพเป็นแรงงานรับจ้างทั่วไป&nbsp; คนในวัยแรงงาน<br /> ออกไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมใน<br /> เขตเมือง</div> </td> </tr> <tr> <td style="width:80.4%;">&nbsp;</td> </tr> <tr> <td style="width:80.4%;"> <div>แหล่งท่องเที่ยว</div> <div>ตำบลโคกสูง&nbsp;&nbsp; มีแหล่งท่องเที่ยว 2 แห่ง&nbsp; คือ&nbsp;&nbsp;<br /> อนุสาวรีย์นางสาวบุญเหลือ <div><img alt="http://www.teawtourthai.com/uploaded/image/nakhonratchasima/b2(1).jpg" src="http://www.teawtourthai.com/uploaded/image/nakhonratchasima/b2%281%29.jpg" /></div> สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2529&nbsp; ตั้งอยู่ที่โรงเรียนบุญเหลือวิทยานุสรณ์ ถนนสุรนารายณ์&nbsp;&nbsp; ตำบลโคกสูง&nbsp; อำเภอเมืองนครราชสีมา&nbsp;&nbsp;<br /> สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้รำลึกถึงคุณงามความดี&nbsp; และวีรกรรมของนางสาวบุญเหลือที่ร่วมรบกับท่านท้าวสุรนารี&nbsp; และชาว<br /> จังหวัดนครราชสีมาอย่างกล้าหาญ และยอมพลีชีพตนเองเข้าทำลายกองเกวียนกระสุนดินดำของกองทัพเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียง<br /> จันทน์ เมื่อครั้งวีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์ในสมัยรัชการที่&nbsp; 3&nbsp; พุทธศักราช&nbsp; 2369&nbsp; &nbsp; <div>&nbsp;<img alt="http://3.bp.blogspot.com/_YWVr2B821vM/TEZfGXK1CHI/AAAAAAAABZE/Z1-Vkr5qYLo/s1600/01612_0.jpg" height="152" src="http://3.bp.blogspot.com/_YWVr2B821vM/TEZfGXK1CHI/AAAAAAAABZE/Z1-Vkr5qYLo/s400/01612_0.jpg" width="400" /></div> ห้องแสดงนิทรรศการซากสัตว์ดึกดำบรรพ์&nbsp; ซึ่งขุดค้นพบในพื้นที่บ้านโคกสูง&nbsp; หมู่ที่ 1&nbsp; ตำบลโคกสูง&nbsp; ในวันที่&nbsp; 4&nbsp; มีนาคม&nbsp; พ.ศ.2548<br /> &nbsp;&nbsp; ซึ่งเป็นซากสัตว์ดึกดำบรรพ์หลายพันธุ์ที่มีอายุกว่า&nbsp; 200&nbsp; ล้านปี&nbsp; ทั้งยังค้นพบซากต้นไม้โบราณ&nbsp; ในปัจจุบันจัดแสดงที่บริเวณลาน<br /> ค้าชุมชน&nbsp; ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณสำนักงานเทศบาลตำบลโคกสูง</div> <div>&nbsp;</div> <div>การคมนาคม</div> <div>&nbsp;</div> <div>การคมนาคมติดต่อของตำบลกับอำเภอเมืองและใกล้เคียง&nbsp; มีเส้นทางที่สำคัญ&nbsp; คือ</div> <div>&nbsp;</div> <div>-&nbsp; ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข&nbsp; 205&nbsp;&nbsp;&nbsp; (สุรนารายณ์)&nbsp; เส้นทางจังหวัดนครราชสีมา - ชัยภูมิผ่านกลาง<br /> ตำบลในแนวเหนือใต้&nbsp; ทางทิศเหนือต่อไปยังอำเภอโนนไทย&nbsp; ทางทิศใต้ไปยังตำบลจอหอ</div> <div>&nbsp;</div> <div>-&nbsp; ทางหลวงจังหวัด&nbsp; หมายเลข 2198 เส้นทางโคกสูง - ขามทะเลสอ&nbsp;&nbsp; ผ่านทางด้านใต้ของตำบล&nbsp;&nbsp;<br /> เป็นถนนที่แยกจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข&nbsp; 205&nbsp;&nbsp; สุรนารายณ์) ใช้ในการเดินทางผ่านตำบลพุดซา<br /> ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของตำบล&nbsp; ถึงอำเภอขามทะเลสอ&nbsp; ระยะทางประมาณ&nbsp; 25&nbsp; กิโลเมตร</div> <div>&nbsp;</div> <div>-&nbsp; ถนนโยธาธิการ&nbsp; หมายเลข&nbsp; นม. 2022&nbsp; เส้นทางโคกสูง - มิตรภาพ ระยะทาง 14 กิโลเมตร&nbsp;&nbsp;<br /> แยกจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 205&nbsp; บริเวณหมู่ที่&nbsp; 1&nbsp; ผ่านในแนวตะวันออกเฉียงเหนือของตำบล<br /> ผ่านตำบลหนองไข่น้ำ จนถึงถนนมิตรภาพใช้เป็นเส้นทางที่สำคัญในการติดต่อระหว่างหมู่บ้านตำบล</div> <div>&nbsp;</div> <div>การคมนาคมในตำบล</div> <div>&nbsp;</div> <div>ตำบลโคกสูง&nbsp; มีทางหลวงแผ่นดินหมายเลข&nbsp; 205&nbsp; และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข&nbsp; 2198ผ่านกลาง<br /> ตำบล&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทำให้ประชาชนใช้เป็นเส้นทางหลักในการเดินทางติดต่อระหว่างหมู่บ้าน&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากนี้ยังมี<br /> ถนนลาดยางของกรมโยธาธิการ&nbsp;&nbsp; แยกจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข&nbsp; 205<br /> <br /> บริเวณหมู่ที่&nbsp; 2&nbsp;&nbsp; ผ่านในแนวตะวันออกเฉียงเหนือของตำบล ผ่านตำบลหนองไข่น้ำจนถึงถนนมิตรภาพ&nbsp;<br /> ระยะทางประมาณ&nbsp; 15&nbsp; กิโลเมตร&nbsp; ใช้เป็นเส้นทางที่สำคัญในการติดต่อระหว่างหมู่บ้าน และตำบลภาย<br /> ในหมู่บ้านมีถนนคอนกรีตเสริมเหล็กครบทุกหมู่บ้าน&nbsp; ส่งผลให้การคมนาคมมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น<br /> แต่ยังมีบางส่วนที่ยังเป็นหินคลุก&nbsp; และลูกรัง</div> </td> </tr> </tbody> </table> <div>&nbsp;</div> <div>&nbsp;</div> <div><strong>เทศบาลตำบลโคกสูง</strong><strong> (</strong><strong>จังหวัดนครราชสีมา</strong><strong>)</strong></div> <div>&nbsp;</div> <div>ขอ จัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลโคกสูง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เป็นเทศบาล<br /> ตำบลโคกสูง โดยองค์การบริหารส่วนตำบลโคกสูงจัดตั้งตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ปี ๒๕๓๙ มี<br /> พื้นที่ ๓๐.๕๖ ตารางกิโลเมตร จำนวน ๑๑ หมู่บ้าน ประชากร ๙,๒๓๕ คน&nbsp;<br /> &nbsp;<br /> รายได้จริงไม่รวมเงินอุดหนุน ๑๓.๖๕ ล้านบาท รายจ่ายประจำ ๔.๓๒ ล้านบาท สมาชิกองค์การบริหาร<br /> ส่วนตำบลโคกสูงจะครบวาระในวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑ และประสงค์จะจัดตั้งเป็นเทศบาลตำบล<br /> โคกสูงตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ <h3>&nbsp;</h3> <div id="post-body-1110042559001016019"> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" style="width:124.36%;"> <tbody> <tr> <td style="width:80.42%;">&nbsp;</td> </tr> <tr> <td style="width:80.42%;"> <table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" style="width:124.36%;"> <tbody> <tr> <td style="width:80.4%;"> <div><br /> <span style="color:#F0F8FF;"><span style="font-size:8px;">ขอบคุณข้อมูลจากเทศบาลตำบลโคกสูงคะ่</span></span></div> </td> </tr> </tbody> </table> </td> </tr> </tbody> </table> </div> </div> </td> </tr> </tbody> </table> </td> </tr> </tbody> </table> </div> Sat, 24 May 2014 18:57:00 +0700 ข้าวหอมมะลิบ้านสำคัญโคกสูง http://krulamun.myreadyweb.com/article/topic-47762.html <p><font size="5"><span style="font-size: medium"><span style="color:#FF0000;"><span style="background-color:#00FF00;">ข้าวหอมมะลิ (Thai jasmine rice) </span></span>(Official name &#39;Thai Hom Mali&#39;) เป็น สายพันธุ์ข้าวที่มีถิ่นกำเนิดในไทย มีลักษณะกลิ่นหอมคล้ายใบเตย เป็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกที่ไหนในโลกไม่ได้คุณภาพดีเท่ากับปลูกในไทย และเป็นพันธุ์ข้าวที่ทำให้ข้าวไทยเป็นสินค้าส่งออกที่รู้จักไปทั่วโลก<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<span style="color: #993300"><strong><span style="font-size: large"> ประวัติ</span></strong></span><br /> &nbsp;<br /> &nbsp; เมื่อปี พ.ศ. 2497 นายสุนทร สีหเนิน พนักงานข้าว จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รวบรวมพันธุ์ข้าวหอมในเขตอำเภอบางคล้า ได้จำนวน 199 รวง แล้ว ดร.ครุย บุณยสิงห์ (ผู้อำนวยการกองบำรุงพันธุ์ข้าวในขณะนั้น)ได้ส่งไปปลูกคัดพันธุ์บริสุทธิ์ และเปรียบเทียบพันธุ์ที่ สถานีทดลองข้าวโคกสำโรง (ขณะนี้เป็นสถานีข้าวลพบุรี) ดำเนินการคัดพันธุ์โดยนักวิชาการเกษตรชื่อนายมังกร จูมทอง ภายใต้การดูและของนายโอภาส พลศิลป์ หัวหน้าสถานีทดลองข้าวโคกสำโรง<br /> &nbsp; จนกระทั่งปี พ.ศ. 2502 ได้พันธุ์บริสุทธิ์ข้าวขาวดอกมะลิ 4-2-105 และคณะกรรมการพิจารณาพันธุ์ ข้าวได้อนุมัติให้เป็นพันธุ์ส่งเสริมแก่เกษตรกร เมื่อ วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 โดยเกษตรกรทั่วไปเรียกว่า [ขาวดอกมะลิ 105] ต่อมาได้มีการปรับปรุงพันธุ์ข้าว [ขาวดอกมะลิ 105] จนได้ข้าวพันธุ์ [กข 15] ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ประกาศให้ ข้าวทั้ง 2 พันธุ์เป็นข้าวหอมมะลิไทย</span></font></p> <p><br /> <font size="5"><span style="font-size: medium">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </span><span style="color: #800000"><span style="font-size: large"><strong>ข้าวหอมมะลิในปัจจุบัน</strong></span></span><br /> <img align="left" alt="" original="http://www.hommali.net/images/column_1237914902/IMGP4647.jpg" src="http://www.hommali.net/images/column_1237914902/IMGP4647.jpg" style="width: 113px; height: 175px; display: block;" /><span style="font-size: medium">ที่ นิยมปลูกและบริโภคกันอย่างแพร่หลายคือพันธุ์ ขาวดอกมะลิ 105 และ พันธุ์ กข.15 ซึ่งปัจจุบันราคาข้าวหอมมะลิราคาตกต่ำลงมาเรื่อยๆ เนื่องจาก ข้าวพันธุ์ปทุมธานี1 ให้ผลผลิตสูงกว่าข้าวหอมมะลิ 105 โดยผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 80-100 ถัง/ไร่ ปลูกได้หลายครั้งต่อปี และสามารถปลูกได้ดีในที่ลุ่มบริเวณที่ราบภาคกลาง ขณะที่ข้าวหอมมะลิ 105 นั้นจะให้ผลผลิตต่อไร่เพียง 30-40 ถัง/ไร่ และปลูกได้ดีในบางพื้นที่เท่านั้น ทางรัฐบาลจึงส่งเสริมให้ชาวนา เน้นการปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 มากกว่า </span><br /> <span style="color:#B22222;"><u><strong>พันธุ์ปทุมธานี 1 แม้ว่าจะมีความหอมคล้ายข้าวหอมมะลิ แต่ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิ&nbsp;</strong></u></span></font></p> <p><br /> <font size="5"><span style="color: #00ff00"><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ลักษณะจำเพาะของกลิ่นหอมมะลิ</strong></span><br /> &nbsp;&nbsp; <strong><span style="font-size: medium">ความหอมของ ข้าวหอมมะลิ เกิดจากสารระเหยชื่อ 2-acetyl-1-pyroline ซึ่งเป็นสารที่ระเหยหายไปได้ การรักษาความหอมของข้าวหอมมะลิให้คงอยู่นานนั้นจึงควรเก็บข้าวไว้ในที่เย็น อุณหภูมิประมาณ 15 องศาเซลเซียส เก็บ&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้าวเปลือกที่มีความชื้นต่ำ 14-15% ลดความชื้นข้าวเปลือกที่อุณหภูมิไม่สูงเกินไป นักการเกษตรกรทางท่านกล่าวว่า การใช้ปุ๋ยโปตัสเซียมในการปลูก มีแนวโน้มช่วยให้ข้าวมีกลิ่นหอมมากขึ้น (ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน)</span></strong></font></p> <p>&nbsp;</p> <p><font size="5">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<span style="color:#B22222;"> <strong>เกรดในการจำหน่าย</strong></span></font></p> <p><font size="5">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<img align="left" alt="" height="169" original="http://www.hommali.net/images/column_1237914902/Rice%2520in%2520Gunny%2520Bag%2520copy%5B1%5D.png" src="http://www.hommali.net/images/column_1237914902/Rice%2520in%2520Gunny%2520Bag%2520copy%5B1%5D.png" style="display: block;" width="150" />&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; <span style="font-size: medium">กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้แบ่งชั้นของข้าวหอมมะลิดังนี้</span><br /> &nbsp; </font><span style="font-size: medium"><font size="5">&nbsp;</font></span><span style="font-size: medium">1.&nbsp;ข้าวหอมมะลิ ชั้น 1 (ดีพิเศษ) มีข้าวชนิดอื่นปนได้ไม่เกิน 5%&nbsp;&nbsp;</span><span style="font-size: medium"><font size="5">&nbsp;&nbsp;</font></span></p> <p><span style="font-size: medium">&nbsp;&nbsp; &nbsp;2.&nbsp;ข้าวหอมมะลิ ชั้น 2 (ดี) มีข้าวชนิดอื่นปนได้ไม่เกิน 15%</span><br /> <span style="font-size: medium">&nbsp;&nbsp; 3. ข้าวหอมมะลิ ชั้น 3 (ธรรมดา) มีข้าวชนิดอื่นปนได้ไม่เกิน 30%&nbsp;</span></p> <p><br /> <font size="5">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong><span style="color: #00ff00">การส่งออก&nbsp;&nbsp;&nbsp;</span></strong><br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </font><span style="font-size: medium">ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2470 เป็นต้นมา ปริมาณการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับ 2 ล้านตันในปี พ.ศ. 2520 (ช่วง 50 ปี) หรือมีอัตราเพิ่มเฉลี่ย 1 ล้านตันต่อ 25 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521-2545 การส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านตัน หรือเฉลี่ย 1 ล้านตันทุก ๆ 5 ปี การส่งออกข้าวไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะนี้ดำเนินไปพร้อมกับการ เพิ่มขึ้นของประชากรจาก 1ล้านคนในปี พ.ศ. 2470 มาเป็น 63 ล้านคนในปี พ.ศ. 2547 และพื้นที่ปลูกข้าวของไทยก็เพิ่มขึ้น 16 ล้านไร่ในปี พ.ศ. 2470 มาเป็น 61 ล้านไร่ในปี พ.ศ. 2547</span></p> <p style="text-align: center"><font size="5"><img alt="" original="http://www.hommali.net/images/column_1237914902/0001.jpg" src="http://www.hommali.net/images/column_1237914902/0001.jpg" style="width: 497px; height: 178px; display: inline;" /></font></p> <p><br /> <font size="5">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <span style="font-size: medium">การส่งออกข้าวไทยใน ปัจจุบัน เป็นการค้าแบบเสรีในลักษณะที่ผู้ส่งออกตกลงกับผู้ซื้อใน ต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีลักษณะการส่งออกข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล แต่ก็ไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับเอกชน โดยในปี พ.ศ. 2544 เอกชนส่งออกถึง 7,237,708 ตัน คิดเป็น 96.24 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกข้าวทั้งหมด ขณะที่รัฐบาลส่งออกเพียง 282,970 ตัน คิดเป็น 3.76 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออก และในปี พ.ศ. 2546 ปริมาณการส่งออกข้าวไทยทำสถิติสูงที่สุดถึง 7.597 ล้านตัน ทำรายได้ให้ประเทศ 76,368 ล้านบาท โดยส่งไปขายทั่วโลก 173 ประเทศ ตลาดหลักของ ข้าวไทยอยู่ในทวีปเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง อเมริกา ยุโรป และโอเชียเนีย ตามลำดับ</span></font></p> <h4><font size="5"><span style="font-size: medium"><span style="font-size:8px;"><span style="font-family:tahoma,geneva,sans-serif;"><span style="color:#F0F8FF;">ขอบข้อมูลจากสินสมบุรณ์ ไรท์มิลล์</span></span></span></span></font></h4> Sat, 24 May 2014 18:51:00 +0700